Legend of Benz in Siam

ตำนานดาวสามแฉกในสยาม

ภาพวัดวาอารามซ้อนสลับกับตึกสูงทันสมัยคือภาพสะท้อนความกลมกลืนระหว่างวิถีชีวิตไทยสมัยใหม่กับวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่แม้สายถนนในเมืองใหญ่จะคลาคล่ำด้วยยวดยานนานาชนิดผู้คนในดินแดนแห่งรอยยิ้มและอิสรเสรียังจำได้ว่า “ช้าง” เคยมีบทบาทเป็นพาหนะสำคัญในการสัญจรและลำเลียงขนส่งหรือกระทั่งการรบทัพจับศึก สัญลักษณ์พิธีกรรมความเชื่อต่างๆที่เกี่ยวกับช้างก็ยังคงแนบแน่นในสำนึกของคนไทยช้างยังคงเป็นสัตว์นำโชคที่ทุกคนโปรดปรานเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน ในแง่หนึ่งความสำคัญของราชาแห่งพาหนะสี่เท้าได้สะท้อนความเป็นจริงในวิถีชีวิตไทยที่การคมนาคมขนส่งทางบกมีความสำคัญไม่แพ้ทางน้ำมานานก่อนที่จะมีการตัดถนนและสร้างทางรถไฟ

รถบัสและรถบรรทุกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เริ่มส่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยในทศวรรษที่ 1920 มีบทบาทเด่นในการพัฒนาระบบขนส่งทางไกลยกระดับความสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยขึ้นเป็นอันมากความเป็นผู้บุกเบิกในด้านนี้และคุณภาพรถที่ผ่านการพิสูจน์มาเป็นเวลายาวนานทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากมหาชนชาวไทยจนอาจกล่าวได้ว่าถนนทุกสายในประเทศนี้ไม่เคยขาดรถบัสโดยสารและรถบรรทุกที่มีสัญลักษณ์ดาวสามแฉกติดอยู่และถ้าจะวัดระยะทางที่รถเหล่านี้ได้วิ่งรับใช้ปวงชนชาวไทยมาร่วมแปดทศวรรษก็คงรวมได้หลายรอบโลกทีเดียวในเมืองไทยมีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์แทบทุกรุ่นประเภทเท่าที่เคยผลิตออกมาทั้งรุ่นที่จัดจำหน่ายทั่วไปรุ่นพิเศษสุดเช่นรถติดตั้งซุปเปอร์ชาร์จยุคทศวรรษ 1930 หรือรุ่น 300 และ 220 ยุคหลังสงครามโลกทั้งแบบธรรมดาและแบบเปิดประทุนซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน รถ 300 SL ในรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวของคูเป้ และลิมูซีนรุ่น 600 ที่ใช้ในรัฐพิธีต่างๆ ช่วงกลางทศวรรษ 1970 ก็มีผู้สั่งซื้อ S-Class รุ่น 450 SEL 6.9 ซึ่งเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งยุคสถิติการนำเข้ารถและผลสำเร็จจากการตั้งโรงงานประกอบรถหลายรุ่นในประเทศคือรัศมีอันรุ่งโรจน์ของดาวสามแฉกซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ย้อนอดีตสู่ปีพุทธศักราช 2406 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนสายแรกในนครหลวง ชื่อถนนเจริญกรุงมีความยาว 6.5 กม. ตั้งต้นจากกำแพงพระบรมมหาราชวังเลียบฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไปสิ้นสุดที่บางคอแหลมหรือถนนตกในปัจจุบันเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของรถม้าและรถลากต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงโปรดให้ตัดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย และทรงสนพระทัยเรื่องรถยนต์เป็นอย่างมากจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2447 เสด็จกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส ได้ทรงสั่งให้บริษัทเยอรมันในกรุงปารีสประกอบรถยนต์เก๋งหนึ่งคันยี่ห้อเมอร์เซเดส ซึ่งนับเป็นรถชั้นยอดในเวลานั้นถยนต์เมอร์เซเดสคันดังกล่าวปรากฎหลักฐานการสั่งซื้อผ่านสถานเอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสโดยสั่งซื้อจากออโตโมบิลยูเนียน ปารีส ตั้งอยู่เลขที่ 39 ถนนฌองส์ เอลิเซ่ซึ่งเป็นบริษัทขายรถยนต์ของนายเอมิล เยลลิเน็ครถคันนี้มาถึงสยามประเทศเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2447 ระบุผู้รับปลายทางคือพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม เป็นรถยนต์รุ่น 28 hp 4 สูบ เครื่องยนต์ 35 แรงม้า หมายเลขแชสซี คือ 2397 และหมายเลขเครื่องยนต์คือ 4290

ในขณะนั้น กรมหลวงราชบุรีฯ ทรงเร่งการประกอบรถยนต์แทบทุกวันพอรถเสร็จก็ทรงว่าจ้างคนขับชาวอังกฤษขับรถคันนั้นพาพระองค์ท่าน พร้อมด้วยม.จ. อมรทัต กฤดากร หลวงสฤษดิ์ สุทธิวิจารณ์ (ม.ร.ว.ถัด ชุมสาย)ตระเวนทั่วยุโรปภาคกลางเป็นการทดลองเครื่อง แล้ววนกลับไปยังนครปารีส
มื่อเสด็จกรมหลวงราชบุรีฯ เสด็จกลับถึงเมืองไทยก็ได้ทรงนำรถคันนั้นขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นที่พอพระราชหฤทัยยิ่งนักรถยนต์คันนี้คือรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทยซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่สารถีคือ เสด็จกรมหลวงราชบุรีฯ นั่นเองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานรถยนต์พระที่นั่งมากเพราะความสะดวกสบายและเดินทางได้เร็วกว่ารถม้าพระที่นั่งเมื่อทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจก็มักเสด็จเยือนที่ต่างๆด้วยรถยนต์พระที่นั่งคันดังกล่าวเสมอต่อมาทรงเล็งเห็นว่ารถยนต์เพียงคันเดียวไม่เพียงพอที่จะใช้งานตามพระราชประสงค์เนื่องจากพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายในหลายพระองค์ก็ทรงโปรดปรานรถยนต์กันทั้งนั้น จึงได้ตัดสินพระทัยซื้อรถยนต์พระที่นั่งอีกหนึ่งคันในครั้งนี้เสด็จกรมหลวงราชบุรีฯ ได้เป็นผู้แทนพระองค์ในการสั่งซื้อและทรงเลือกรถเมอร์เซเดส-เบนซ์อีกครั้ง สั่งนำเข้าโดยตรงจากประเทศเยอรมนีเป็นรถเก๋งสีแดง รุ่นปี 2448 เครื่องยนต์สี่ลูกสูบ ขนาด 28 แรงม้า วิ่งเร็ว 73 กม. ต่อชั่วโมงซึ่งนับว่าเร็วมากในยุคนั้นและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามแก่รถยนต์คันนี้ในทำนองเดียวกันกับโบราณราชประเพณีที่มีการพระราชทานนามแก่ช้างเผือกคู่บารมี ชื่อ “แก้วจักรพรรดิ์” ของรถยนต์พระที่นั่งคันนี้ มีความหมายว่าเป็นประดุจหนึ่งในแก้วเจ็ดประการอันเป็นของคู่พระบารมีแห่งองค์ราชัน

เมื่อรถยนต์เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่พระราชวงศ์และคหบดีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำริว่าสมควรจะจัดงานเฉลิมฉลองสักครั้งหนึ่งจึงทรงกำหนดให้วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2448 เป็นวันชุมนุมรถยนต์ครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ปรากฏว่ามีรถยนต์ไปร่วมชุมนุมในบริเวณพระบรมมหาราชวังถึง 30 คันและพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าของรถทุกคนเมื่อถึงเวลาบ่ายสี่โมงเย็นก็ได้เคลื่อนขบวนรถไปตามถนนสามเสนเลี้ยวเข้าสู่สวนดุสิต โดยตลอดสองข้างทางมีผู้คนยืนเรียงรายชมขบวนด้วยความตื่นตาตื่นใจปี พ.ศ. 2451 ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 56 พรรษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสั่งรถยนต์เข้ามาจากประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งเป็นจำนวน 10 คันเพื่อพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นสูงเพื่อใช้ในราชการแผ่นดิน รถทั้งสิบคันได้รับพระราชทานนามให้สอดคล้องกันเป็นที่ไพเราะจับใจได้แก่ มณีรัตนา ทัดมารุต ไอยราพตกังหัน ราชอนุยันต์ สละสลวย กระสวยทองลำพองทัพ พรายพยนต์ กลกำบัง สุวรรณมุขีเมื่อมีการสร้างถนนหนทางในเมืองบางกอกมากขึ้นรถยนต์ก็กลายเป็นพาหนะที่สะดวกสบายและมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งรถส่วนบุคคลรถโดยสารประจำทางและไม่ประจำทางวิ่งขวักไขว่ไปมาบนท้องถนนทำให้การจราจรเริ่มติดขัดเนื่องจากรถวิ่งกันไม่เป็นระเบียบและเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ประกอบกับในสมัยนั้นยังไม่มีทะเบียนรถเป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์จึงมีปัญหาการลักขโมย และก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมามากมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีการออกกฎหมายตราพระราชบัญญัติรถยนต์ฉบับแรกในประเทศสยาม เมื่อ พ.ศ. 2452 ภายใต้พระบรมราชโองการ ดังนี้
“ทุกวันนี้มีผู้ใช้รถยนต์ที่เรียกกันว่า “โอโตโมบิล” ขับไปมาอยู่ตามถนนหลวงมากขึ้นสมควรที่จะมีพระราชบัญญัติสำหรับการเดินรถและขับรถขึ้นไว้เพื่อป้องกันเหตุการณ์อันตรายต่างๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติสืบไป…”

พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้เจ้าของจดทะเบียนรถกับกระทรวงมหาดไทย โดยเสียค่าธรรมเนียมคันละ 10 บาท ในช่วงเวลานั้นมีรถยนต์นั่งและรถบรรทุกทั้งในบางกอกและหัวเมืองต่างๆทั่วประเทศที่จะทะเบียนรวมทั้งสิ้น 412 คัน

ในเมื่อคนไทยหันมานิยมใช้รถกันมากขึ้นบริษัทต่างประเทศได้ทยอยกันเข้ามาเปิดกิจการในบางกอกมากมาย ว่ากันว่าในยุคนั้นร้านรวงในย่านการค้าเมืองหลวงจะมีการขึ้นป้ายประกาศเปิดกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์รายใหม่แทบทุกสัปดาห์เลยทีเดียวรถยนต์ที่นำเข้ามีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งจากประเทศฝรั่งเศสเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา รวมไปจนถึงธุรกิจรถมือสองด้วย จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2474 รถยนต์ที่จดทะเบียนทั้งหมดมีจำนวนถึง 3,222 คันอย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระอุขึ้นในปีพ.ศ. 2482 การสัญจรโดยรถยนต์ในเมืองไทยก็ต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวจนเมื่อผ่านพ้นยุคข้าวยากหมากแพงไปแล้วคนไทยก็หันมานิยมสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศอีกครั้งและแน่นอนว่ารถยนต์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ในระยะแรกห้าง บี.กริมม์ เป็นบริษัทที่นำเข้ารถเมอร์เซเดส-เบนซ์ในช่วงทศวรรษที่ 1900 รถคันที่เคยเป็นพาหนะคู่ใจของนายอดอล์ฟ ลิงค์ผู้จัดการบริษัทในยุคทศวรรษ 1920 สืบมาจนถึงทายาทรุ่นหลังๆยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ใช้การได้ดีเช่นเดียวกับอีกหลายๆคันที่ได้จำหน่ายแก่ลูกค้าชาวไทยในระยะต่อมาห้างบี.กริมม์ยังได้จัดหารถใช้งานหลายประเภทให้กองทัพบกและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลไทยพ.ศ. 2484 คุณเล็กและคุณประไพ วิริยะพันธุ์ (บุตรสาวของขุนวิจารณ์พานิชผู้ก่อตั้งบริษัท วิริยะพานิช จำกัด) ได้ก่อตั้งบริษัท ธนบุรีพานิช จำกัดขึ้นที่ถนนราชดำเนินกลาง ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทเพื่อนำสินค้าคุณภาพดีจากยุโรปและอเมริกาเข้ามาจำหน่าย อาทิ ตู้เย็นเครื่องรับวิทยุ ยี่ห้อเทเลฟุงเก้นและรถหลากหลายยี่ห้อรวมถึงรถยนต์ชั้นเยี่ยมจากเยอรมันยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำเข้ามาในยุคแรกเป็นรถบรรทุกสำหรับใช้ในกิจการทหารหรือการขนส่งในเวลานั้นรถบรรทุกส่วนมากเป็นรถที่นำเข้าจากอเมริกามีแต่เครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงคุณเล็กและคุณประไพจึงได้นำเครื่องยนต์ดีเซลเมอร์เซเดส-เบนซ์เข้ามาใส่แทนที่ ทำให้ประหยัดและใช้งานได้ทนทานกว่าจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยรู้จักรถบรรทุกและรถโดยสารยี่ห้อ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”เมื่อตลาดรถเพื่อการพาณิชย์เป็นที่รู้จักอย่างดีแล้ว บริษัทธนบุรีพานิชเล็งเห็นว่าควรขยายตลาดรถยนต์นั่งให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเนื่องจากในช่วงนั้นยังไม่มีรถยนต์นั่งเมอร์เซเดส-เบนซ์จำหน่ายในประเทศไทยคุณเล็กและคุณประไพจึงเริ่มติดต่อโดยตรงกับทางเยอรมนีเพื่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยรายแรก

รถยนต์นั่งเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นแรกที่ทางบริษัทฯ นำเข้ามาก็คือ Benz 170 V โดยนำเข้ามาจัดแสดงที่โชว์รูม ถนนราชดำเนินชุดแรกเพียง 4 คันเท่านั้นกิจการของธนบุรีพานิชได้เติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในด้านยอดจำหน่ายและจำนวนพนักงานเนื่องจากคนไทยรู้จักและประทับใจในคุณภาพของเมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งหรือรถบรรทุก
ต่อมาคุณเล็กและคุณประไพได้ตั้งบริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัดเพื่อประกอบเฉพาะรถบรรทุกในย่านยศเส และหลังจากนั้นขยับขยายไปที่สวนลุมพินีกิจการค้าและประกอบรถยนต์ของธนบุรีฯนั้นขึ้นชื่อลือชาทั้งในด้านคุณภาพและบริการทำให้มีตัวแทนจำหน่ายรถเมอร์เซเดส-เบนซ์รายอื่นๆ เช่น ห้างยนต์วิชัยหรือลำปางชัย ทยอยเปิดตัวตามมา

ในปี พ.ศ. 2522 คุณพากเพียรวิริยะพันธุ์ บุตรชายคนโตของคุณเล็กและคุณประไพผู้ผ่านการศึกษาและฝึกงานกับบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ประเทศเยอรมนีโดยตรงได้สร้างโรงงานใหม่เพื่อประกอบทั้งรถยนต์นั่งและรถบรรทุกที่ปากน้ำสมุทรปราการ ส่วนโรงงานเดิมที่ลุมพินีก็เปลี่ยนเป็นแผนกอะไหล่ทั้งหมดสำหรับโชว์รูมและสำนักงานใหญ่ก็ยังคงตั้งอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลางจนถึงปัจจุบันด้วยศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัดจึงได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศ โดยจดทะเบียนบริษัทฯ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2541 ธุรกิจของบริษัทฯครอบคลุมทั้งการนำเข้าและประกอบรถยนต์จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล ทั้งที่เป็นรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ รถไครสเลอร์ และรถจี๊ปทั้งยังให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้าแบบครบวงจรอีกด้วย โดยบริษัทฯยึดมั่นในปณิธานที่จะรักษาความเป็นหนึ่งในการผลิตรถยนต์ระดับหรูดีไซน์เลิศและให้บริการที่สามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าดาวสามแฉกได้มาส่องสกาวนำทางอยู่บนท้องถนนเมืองไทยนับเป็นเวลากว่า 100 ปีเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้รับความนิยมชมชื่นในฐานะรถคุณภาพชั้นนำที่รับใช้คนไทยสู่จุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยมาหลายยุคสมัย จวบจนวันนี้ได้มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์โลดแล่นอย่างโดดเด่นเป็นสง่าทั่วประเทศไทยมาแล้วกว่า 100,000 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อรักษาความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมเลิศหรูในประเทศไทยอย่างแท้จริง

 #Mercedesbenzthailand #Benzrajchakru #Benzrck #Benz #Rajchakru #RCK #Mercedes-Benz #ซื้อรถเบนซ์ #เบนซ์ #ราชครู #เบนซ์ราชครู
Back to top