History of Benz

ประวัติ เมอร์เซเดส-เบนซ์

about-us-2-benz-01

เมื่อปีที่ผ่านมานั้นอุตสาหกรรมการผลิตรถยนตร์ในบ้านเราผลิตรถยนตร์มากกว่า 1 ล้านคัน และในอนาคตประเทศไทยจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนตร์ของโลก ผมจึงขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับต้นกำเนิดของผู้ผลิตรถคันแรกของโลกมาฝาก ลองคิดเล่น ๆ ว่าหากปัจจุบันโลกเรายังคงใช้ช้างม้า วัวควาย เป็นพาหนะหรือใช้เป็นแรงงานอยู่ โลกเราจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเรายังไม่มีการผลิตรถยนตร์ขึ้นใช้ เราคงต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางทางน้ำ เหมือนกับในอดีตอย่างแน่นอน

โลกเราควรขอบคุณ คาร์ล เบนซ์ผู้จุดฉนวนให้มีการผลิตรถยนตร์คันแรกของโลกและที่สำคัญเขาเป็นผู้ที่ทำให้เรามีรถดี ๆ ขับได้อย่างทุกวันนี้ จนเราไม่สามารถหยุดการผลิตรถยนตร์ได้เสียแล้ว ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการผลิตรถยนตร์ปีละเกือบ 90 ล้านคัน รวมไปถึงรถเก่าที่มีอยู่กว่า 800 ล้านคัน จากรถคันแรกที่ผลิตและกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 120 ปีที่แล้ว

นับเป็นเรื่องน่าคิดว่าเวลามีสิ่งประดิษฐ์อะไรแปลกใหม่ ทำไมจะต้องเป็นพวกฝรั่งเท่านั้นที่สามารถผลิตสิ่งต่างๆ ออกมา แล้วคนไทยไม่สามารถคิดเช่นนั้นได้ จนต้องอดเปรียบเทียบไมได้ว่า ฝรั่งกับญี่ปุ่นนั้นมีอวัยวะส่วนใดเกินมาจากคนไทย เพราะคนไทยจะต้องเป็นผู้ตามวิทยาการของสองประเทศนี้เสมอ เว้นแต่เรื่องงมงายในวัตุมงคลเท่านั้นที่คนไทยแซงหน้าประเทศอื่นอยู่หลายขุมผมเชื่อว่าการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างสร้างสรรค์ และมีความต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายอย่างจริงจัง เป็นสาเหตุที่ทำให้ฝรั่งหรือญี่ปุ่นสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาได้

คนไทยนั้นมีฝีมือในการช๊อปปิ้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนไทยไม่สามรถผลิตสิ่งเหล่านี้ได้เองเลยจากภูมิปัญญาไทย ต่างจากฝรั่งเพราะว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษาไทยและการบริหารงานของผู้นำไทย นับว่าอันตรายต่ออนาคตมาก เพราะทุกวันนี้โลกเราดินทางไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่ประเทศไทยยังลงทุนกว่า 5หมื่นล้านบาทเพื่อหาวัตถุมงคลมาห้อยคอ สิ่งนี้ถือเป็นปรอทที่สามารถวัดและบ่งชี้อนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยว่าจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้แค่ไหน

ย้อนกลับไปที่เรื่องของคาร์ล เบนซ์การที่เขาสามารถคิดค้นรถยนตร์ได้นั้น เป็นเพราะเขาเรียนจบทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล เมื่อกว่า 150 ปีที่แล้ว เป็นพื้นฐานความรู้ที่นำเขาไปสู่การสร้างเครื่องยนต์ดีเซล และนำไปสู่การผลิตรถยนตร์คันแรกของโลกในที่สุด ซึ่งตอนนั้นมีเพียง 3 ล้อ และเป็นรถที่วิ่งได้โดยเครื่องยนต์ครั้งแรกของโลก จากความคิดที่ว่าจะทดแทนการใช้ม้าเพื่อลากรถโดยใช้เครื่องจักรได้อย่างไร จนทำให้มีการผลิตรถยนตร์คันแรกออกมา และหลังจากมีการผลิตออกมาแล้วเขาก็ได้มีการไปจดสิทธิบัตรจนกลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนตร์รายใหญ่ของโลกเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว จนกลายมาเป็นบริษัทเบ๊นซ์ในปัจจุบัน

ในสังคมตะวันตกให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่าการศึกษาจะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จและจะนำพาชีวิตของคนทุกชีวิตให้ไปสู่ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ แต่คนในสมัยนี้ต้องแข่ขันกันในเรื่องของการศึกษารวมไปถึงแข่งกันคิดค้นสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตความป็นอยู่สะดวกสบายและดีขึ้น สิ่งนี้เองที่ช่วยสร้างควมเจริญก้าวหน้าให้กับสังคมตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างช่องว่างที่กำลังขยายตัว
เรื่อย ๆ ระหว่างสังคมตะวันตกกับสังคมไทยเพราะคนไทยยังคงงมงายและเชื่อถือเรื่องโชคลางและดวง ถือเป็นประเด็นที่จะทำให้ประเทศไทยยังล้าหลังอยู่

วันนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนพื้นที่ของโลกประมาณ 0.3% และมีประชากรเป็น 1 % ของประชากรโลก แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่สามารถผลิตอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก ถือว่าประเทศไทยเลี้ยงดูและสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับโลกด้วยเช่นกัน เพียงแต่มูลค่าสินค้าเกษตรกรรมที่ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ 6 ของโลกนั้น คิดเป็นเพียง 9% ของ GDP ทั้งประเทศเท่านั้นเอง

ผมยกตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นเพราะผมอยากให้พวกเราคนไทยได้เข้าใจในสิ่งที่เราเป็นในอดีต และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมเองชอบเอาตัวอย่างของอมตะนครมาพูดเสมอว่าพื้นที่เพียง 3 หมื่นไร่เท่านั้น กลับสามารถผลิต GDP ออกมาได้ถึง 6% ของทั้งประเทศแล้ว เป็นเพราะเราทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยคิดว่าถ้าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมือนที่คาร์ล เบนซ์ได้ทำ แล้วสิ่งดีๆ มีประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราได้อย่างไม่ยากเย็น

about-us-2-benz-02

ประวัติ
คาร์ล เบนซ์ เกิดมาในชื่อคาร์ล ฟรีดริช มิชาเอล ไวแลนท์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1844 เป็นชาวเมืองคาร์ลสรูห์ รัฐบาเดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี คาร์ล เบนซ์ เป็นลูกชายของคนขับหัวรถไฟที่ชื่อโยฮันท์ เบนซ์ และโจเซฟีน ไวแลนท์ เมื่อเขามีอายุได้ 2 ขวบ พ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถไฟ

ถึงแม้ว่าครอบครัวของเขามีความเป็นอยู่เกือบจะยากจน แต่แม่ของเขาก็พยายามดิ้นรนให้การศึกษาที่ดีที่สุดให้กับลูกชายของตัวเองเท่าที่จะทำได้ ในชั้นแรกเบนซ์เข้าเรียนที่โรงเรียนประถมในเมืองคาร์ลสรูห์ และเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนดีฉลาดเฉลียวประจำชั้นเพราะสามารถเรียนข้ามชั้นได้เป็นประจำ จนเมื่ออายุ 15 ปี ก็สามารถสอบผ่านการคัดเลือกเพื่อเรียนทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล ในมหาวิทยาลัยคาร์ลสรูห์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีคนมีชื่อเสียงหลายต่อหลายคนเคยเรียน เบนซ์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคาร์ลสรูห์เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1864 ในช่วงที่เบนซ์เรียนอยู่นั้น ครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังขี่จักรยานอยู่ เขาก็เกิดแนวความคิดเรื่องยานพาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยปราศจากม้าลาก< หลังจากนั้นเบนซ์ใช้เวลาถึง 7 ปีในการฝึกงานตามบริษัทต่างๆ หลายแห่งแต่ก็ไม่มีที่ใดที่เขารู้สึกว่าเหมาะสมสำหรับเขา การฝึกงานเริ่มต้นที่เมืองคาร์ลสรูห์ซึ่งเขาใช้เวลาอยู่สองปีในการทำงานที่หลากหลายในบริษัทด้านวิศวกรรมเครื่องกล ท้ายที่สุดเขาไปที่กรุงเวียนนาในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อทำงานที่บริษัทก่อสร้างเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็ก ในปี ค.ศ. 1871 เบนซ์ ในวัย 27 ปี ได้ร่วมลงทุนกับออกัส ริทเตอร์ เปิดโรงงานเครื่องจักรกลที่เมืองมานน์ไฮม์ และโรงงานแห่งนี้ยังผลิตอุปกรณ์เพื่อการก่อสร้างอื่นๆ อีกหลายอย่าง ในปีแรกของการลงทุนกิจการของเบนซ์และริทเตอร์ก็ประสบกับหายนะเบนซ์จึงซื้อหุ้นในบริษัทจากส่วนของริทเตอร์ด้วยเงินสินสอดทองหมั้นที่พ่อของเบอร์ทา ริงเกอร์ คู่หมั้นของเขาเป็นคนช่วยออกให้ ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1872 เบนซ์และคู่หมั้นของเขาก็แต่งงานกัน ต่อมาทั้งสองมีลูกด้วยกัน 5 คน และถึงแม้จะประสบกับความโชคร้าย แต่เบนซ์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเครื่องยนต์ชนิดใหม่ออกมา เพื่อที่จะมีเงินรายได้มากขึ้น ถือได้ว่ายุคนั้นเป็นยุคแห่งการคิดค้นรถยนตร์ ซึ่งนอกจากเบนซ์แล้วยังมีนักประดิษฐ์คนอื่นๆ ที่คิดค้นด้านนี้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นกอทเลียบ เดมเลอร์ และนิโคลัส ออตโต้ ได้ทำงานร่วมกัน และคิดนำเครื่องยนต์ไปติดตั้งกับรถสองล้อ กลายเป็นต้นแบบของจักรยานยนต์ในยุคปัจจุบัน ต่อมาตัวเดมเลอร์นั้นสร้างเครื่องยนต์ของขึ้นมา และนำไปใช้กับทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มี 4 ล้อเป็นครั้งแรก เบนซ์มีงานอดิเรกที่ชื่นชอบจักรยานมาก ดังนั้นงานอดิเรกชิ้นนี้จึงได้นำพาเขาไปรู้จักกับเจ้าของร้านซ่อมจักรยานในเมืองมานน์ไฮม์ คือ Max Rose และ Friedrich Wilhelm E?linger ซึ่งในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1883 คาร์ล เบนซ์ ร่วมกับหุ้นส่วนอีก 2 คน คือ Max Rose และ Friedrich Wilhelm E?linger ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทใหม่ที่ผลิตเครื่องจักรทางอุตสาหกรรมที่ชื่อ Benz & Company Rheinische Gasmotoren-Fabrik ขึ้นที่เมืองมานน์ไฮม์ ซึ่งมักเป็นที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า Benz & Cie และบริษัทนี้ก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว มีพนักงานทั้งสิ้น 25 คน และต่อมาไม่นานก็ผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน about-us-2-benz-03

การตั้งบริษัทใหม่เปิดโอกาสให้เบนซ์ได้สานต่อความฝันที่จะสร้างยานพาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยปราศจากม้าลาก และในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เดมเลอร์สร้างเครื่องยนต์ที่ไปใช้กับทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มี 4 ล้อเป็นครั้งแรก คาร์ล เบนซ์ ก็กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการพัฒนารถยนต์ 3 ล้อ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองว่าเป็น “รถยนต์” ที่แท้จริงคันแรกปรากฏต่อสาธารณชน จากประสบการณ์และความชื่นชอบในจักรยาน เขาใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันกับการสร้างจักรยานเพื่อสร้างรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ 4 จังหวะที่ออกแบบให้อยู่ระหว่างล้อหลังทั้งสองล้อ โดยเขาได้ทดลองใช้กับรถสามล้อนับเป็นรถยนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในคันแรกของโลก รถ 3 ล้อ ของเบนซ์ เป็นรถยนตร์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์ เขาสร้างเจ้าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 1885 และเรียกมันว่า “Benz Patent Motorwagen” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “รถยนตร์” อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงมีหลายคนถือว่า คาร์ล เบนซ์ เป็นผู้คิดค้นรถยนตร์ได้เป็นผลสำเร็จ และรถยนตร์คันแรกของโลกซึ่งมี 3 ล้อ

Motorwagen ในปี ค.ศ. 1885 ดูจะสร้างความตื่นเต้นให้กับสาธารณชน การทดสอบรถนั้นดึงดูดผู้เห็นเหตุการณ์ให้เข้ามารุมหัวเราะและล้อเลียนรถยนตร์ของเขา เมื่อมันชนโครมกับกำแพง เพราะการทดลองใช้ช่วงแรกๆ นั้นยังมีปัญหาเรื่องการควบคุมรถ และเจ้า Motorwagen ได้รับการจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1886 และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรหมายเลข DRP no. 37435 ที่ออกให้โดยสำนักงาน Imperial Patent Office สิทธิบัตรฉบับนี้ก็คือ “สูติบัตร” ของรถที่คาร์ล เบนซ์ เป็นผู้ให้กำเนิดนั่นเอง

เบนซ์ได้พัฒนายนตรกรรมคันแรกของโลกที่ผลิตภายใต้แนวคิดแบบองค์รวม โดยมีการนำตัวยานพาหนะ และเครื่องยนต์มาผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันเพื่อสร้างระบบเครื่องจักรกลอันมีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำหนักโดยรวมของรถอยู่ที่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม เฉพาะเครื่องยนต์อย่างเดียวก็หนักเกินกว่า 100 กิโลกรัม จึงทำให้ยนตรกรรมจากเบนซ์คันนี้มีน้ำหนักเบาเป็นอย่างมาก ระบบขับเคลื่อนก็มีความทันสมัยอย่างยิ่งในขณะนั้น ด้วยห้องเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในของเครื่องยนต์เป็นแบบสูบเดียว 4 จังหวะที่ติดตั้งในแนวนอนช่วยสร้างศักยภาพในการระบายความร้อนตามแบบ Thermosyphon และระบบการหล่อลื่นในแบบ drip lubrication

โครงสร้างของตัวถังทำจากเหล็กที่ตัดเชื่อมให้โค้งงอเข้ารูป และด้วยเหตุที่เป็นรถยนตร์ที่ขับเคลื่อนล้อหลังในกรณีเช่นที่ต้องเข็นรถจากทางด้านหลัง เบนซ์เกรงว่าจะเกิดปัญหาให้กับระบบพวงมาลัยซึ่งมีระบบที่แตกต่างไปจากยานพาหนะที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น เขาจึงตัดสินใจให้รถยนตร์คันแรกของมีเพียงสามล้อเท่านั้น โดยที่ล้อหน้าติดตั้งในลักษณะเหมือนกับล้อรถจักรยานและควบคุมการเคลื่อนที่ด้วยแรงดึงจากเฟืองซึ่งเชื่อมต่อกับข้อเหวี่ยง

เบนซ์ได้ผลิตล้อแบบซี่ลวดและยางตันด้วยตัวของเขาเองมีเพียงขอบล้อเท่านั้นที่เป็นแบบ outsourced ล้อหน้าทำงานด้วยลูกปืนล้อส่วนล้อหลังมีปลอกทำด้วยดีบุกหุ้มป้องกันการเสียดสี ขับเคลื่อนด้วยโซ่ที่อยู่ด้านซ้ายและขวาขับเคลื่อนเพลาถ่วงดุลน้ำหนักเบาที่ล้อหลัง ซึ่งจะส่งผลต่อตัวรถเช่นเดียวกับเพลาหลังแบบแข็งและสปริงรูปไข่

รถยนต์คันแรกของโลกมีเพียงเกียร์เดียวและไม่มีเกียร์ถอยหลัง ความเร็วที่ใช้ในการขับเคลื่อนได้มาจากเพลาถ่วงดุลที่ประกอบด้วยจานขับตัวหลักและเฟืองขับพร้อมทั้งตัวควบคุมรอบเดินเบา ลิ้นเปิดปิดควบคุมการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับเพลาถ่วงดุลทำหน้าที่เช่นเดียวกับคลัทช์ การสตาร์ทเครื่องยนต์ทำโดยหมุนสายพานที่อยู่ระหว่างจานที่ควบคุมรอบเดินเบากับจานขับหลัก ความเร็วที่ใช้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของปลอกลูกเลื่อนที่อยู่ใต้เบาะที่นั่งคนขับ

และในปีถัดมาเบนซ์ก็สร้าง Motorwagen Model 2 ที่ได้รับการปรับปรุงหลายอย่าง และในปี ค.ศ. 1887 Model 3 ที่สมบูรณ์แบบขั้นสุดท้ายที่มีล้อทำจากไม้ก็เผยแพร่สู่สาธารณชน เบนซ์มีความภูมิใจกับรถรุ่นที่ 3 มาก ถึงกับโฆษณาถึงรุ่นนี้ว่าเป็นรถยนตร์ที่นั่งสะดวกสบาย และเป็นรถที่มีสมรรถนะที่สามารถขึ้นเขาได้ รถถูกออกแบบให้มีทรงกระทัดรัดแบบ 3 ล้อที่เบนซ์ออกแบบมาเพื่อความประหยัด โดยละเว้นสิ่งตกแต่งที่สวยงาม สมัยก่อนรถยนต์ยุคแรกๆ จะแสดงให้เห็นชิ้นส่วนและการทำงานภายใน แต่ต่อมาเบนซ์ได้ออกแบบตัวถังให้ปกปิดส่วนต่างๆ ให้มิดชิดขึ้น มีล้อ 4 ล้อ ที่ถูกออกแบบมาเป็นแนวตั้งตรง เพราะผู้สร้างคิดว่าแนวตรงนี้ จะทำให้รถเลี้ยวด้วยความมั่นใจและปลอดภัยในการเกาะถนนและการทรงตัว

ต่อจากนั้นเบนซ์จึงเริ่มต้นขายรถยนตร์ที่เขาผลิตขึ้นมา และโฆษณาเรียกรถว่า “Benz Patent Motorwagen” กลายเป็นรถยนตร์ที่ผลิตเพื่อการค้าเป็นครั้งแรกของโลก นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์ คลัช, คาบูเรเตอร์, และหัวเทียนขึ้นมาอีกด้วย
about-us-2-benz-04

 

ค.ศ. 1886 เบนซ์ขยายโรงงานโดยการเปิดเพิ่มอีกแห่งที่ Waldhofstrasse ซึ่งดำเนินการจนกระทั่ง ค.ศ. 1908 บริษัทได้มีคนงานเพิ่มขึ้นจากพนักงานจำนวน 50 คน ในปี ค.ศ. 1890 เป็น 430 คน ในปี 1899 ระหว่างช่วงปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 บริษัท บริษัทของเบนซ์เป็นบริษัทรถยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยขนาดการผลิตในปี ค.ศ. 1899 เป็น 572 ยูนิต

จำนวนรถที่ผลิตจากโรงงานของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรถรุ่น “เวโล” (Velo) ซึ่งเขาได้ทำการปรับปรุงใหม่ โดยเริ่มปรากฏโฉมโดยระหว่างปี ค.ศ. 1894 – 1901 ผลิตได้ถึง 1,200 คัน อาจกล่าวได้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนตร์
เบนซ์มีความขัดแย้งกับผู้บริหารคนอื่นๆ ในเรื่องการจ้างนักออกแบบชาวฝรั่งเศสมาทำงานในบริษัทโดยที่ไม่ปรึกษาเบนซ์ ซึ่งฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีฐานมาจากบริษัทคู่แข่งอย่างเดมเลอร์ ความขัดแย้งอันนี้ทำให้เบนซ์ประกาศเกษียนตัวเองจากการเป็นผู้บริหารการออกแบบเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1903 แต่เขายังคงเป็นผู้อำนวยการบอร์ดผู้บริหาร จนถึงช่วงที่เดมเลอร์ควบรวมกิจการผลิตรถยนตร์กับเบนซ์เข้าด้วยกันในปี ค.ศ. 1926

บริษัทเดมเลอร์ เป็เนหมือนคู่แข่งคนสำคัญ ทั้งคู่ไม่ได้เป็นคู่แข่งกันทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันในเรื่องความเร็วของรถที่ผลิตขึ้นมาอีกด้วย โดยในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1900 บริษัทของเบนซ์ คู่แข่งคนสำคัญของเดมเลอร์ มียอดจำหน่ายในยุโรปเหนือกว่ารถทุกค่ายรวมกันเสียอีก จนกระทั่งช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ธุรกิจรถยนตร์ของเบนซ์เริ่มตกต่ำ เพราะเป็นหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เยอรมนีประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ รถยนตร์ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยดังนั้นจึงถูกเรียกเก็บภาษีพิเศษเพิ่มอีก 15% และเยอรมนียังประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำมัน เพื่อที่จะประคับประคองบริษัท ในปี ค.ศ. 1919 เบนซ์จึงเสนอให้ Benz & Cie. รวมกิจการกับ Daimler Motors (DMG) แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

เศรษฐกิจเยอรมนีเลวร้ายยิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 1923บริษัท Benz & Cie. ผลิตรถยนต์ในเมืองมานน์ไฮม์ได้แค่ 1,382 ยูนิตเท่านั้น ส่วน Daimler Motors ผลิตได้ 1,020 ยูนิตในเมืองสตุ๊ตการ์ด รถยนตร์คันหนึ่งๆ ในเวลานั้นมีราคา 25 ล้านมาร์ค เนื่องจากค่าเงินเยอรมันในเวลานั้นเฟ้อรวดเร็วมาก ดังนั้นบริษัททั้งสองจึงหันมาประชุมกันในปี ค.ศ. 1924 และลงนามความตกลงในผลประโยชน์ร่วมกันในการทำธุรกิจ

ในที่สุดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1926 ทั้งสองบริษัทก็รวมกิจการกลายเป็น Daimler-Benz ตัวคาร์ล เบนซ์ ก็เป็นผู้บริหารของบอร์ดใหม่ต่อไป โลโก้ใหม่ถูกสร้างขึ้น โดยรวมโลโก้ของบริษัททั้งสองเข้าด้วยกัน โดยเป็นรูปดาวสามแฉก (โลโก้เดมเลอร์) ล้อมรอบด้วยใบลอเรล (โลโก้ของเบนซ์) และมีอักษรจากรึกว่า Mercedes-Benz

ช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขานั้น ต้องทนทรมานจากการป่วยด้วยโรคติดเชื้ออักเสบที่หลอดลมในปอด และเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ.1929 เขาก็เสียชีวิตที่บ้านของเขาในเมืองเลเดนเบิร์กด้วยวัย 84 ปี

#Mercedesbenzthailand #Benzrajchakru #Benzrck #Benz #Rajchakru #RCK #Mercedes-Benz #ซื้อรถเบนซ์ #เบนซ์ #ราชครู #เบนซ์ราชครู

about-us-2-benz-05

Back to top